กองทุนสวัสดิการลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2026

Pam การเข้าชม: 973 2026-07-07 10:08:00 ความคิดเห็น: 0

เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา

กองทุนสวัสดิการลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับเงินเมื่อ ลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือเสียชีวิต โดยมุ่งช่วยคุ้มครองลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือระบบสวัสดิการที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย

Account Services - 2026-07-07T101744.673.png

ใครบ้างที่ต้องเข้าร่วม?

โดยหลักแล้ว นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินเข้ากองทุน ทั้งนี้ หากนายจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด อาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนสำหรับลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองนั้น อย่างไรก็ตาม หากมีลูกจ้างบางคนไม่ได้เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างยังอาจต้องส่งเงินเข้ากองทุน EWF สำหรับลูกจ้างกลุ่มนั้น


ต้องหักเงินจากเงินเดือนเท่าไร?

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบมีดังนี้

ระยะเวลาลูกจ้างนายจ้าง
1 ต.ค. 2026 – 30 ก.ย. 20300.25% ของค่าจ้างต่อเดือน0.25% ของค่าจ้างต่อเดือน
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2030 เป็นต้นไป0.50% ของค่าจ้างต่อเดือน0.50% ของค่าจ้างต่อเดือน

กล่าวคือ นายจ้างต้อง หักเงินจากค่าจ้างของลูกจ้าง ตามอัตราข้างต้น และ นายจ้างต้องสมทบในอัตราเท่ากัน ก่อนนำส่งเข้ากองทุน


ตัวอย่างการคำนวณ

เงินเดือน 20,000 บาท

  • ลูกจ้างถูกหัก 50 บาท/เดือน

  • นายจ้างสมทบ 50 บาท/เดือน

  • รวมส่งเข้ากองทุน 100 บาท/เดือน

เมื่ออัตราเพิ่มเป็น 0.50%

  • ลูกจ้างถูกหัก 100 บาท/เดือน

  • นายจ้างสมทบ 100 บาท/เดือน

  • รวม 200 บาท/เดือน


เงินเดือน 50,000 บาท

ช่วงปี 2026–2030

  • ลูกจ้างถูกหัก 125 บาท

  • นายจ้างสมทบ 125 บาท

ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป

  • ลูกจ้างถูกหัก 250 บาท

  • นายจ้างสมทบ 250 บาท


ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ

ฐานค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสะสม ไม่ได้มีเฉพาะเงินเดือน แต่รวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นค่าจ้างตามกฎหมาย เช่น

  • เงินเดือน

  • ค่าล่วงเวลา (OT)

  • ค่าตำแหน่ง

  • เบี้ยขยัน

  • ค่าอาหาร

  • ค่าเดินทาง (หากถือเป็นค่าจ้าง)

  • ค่าเข้ากะ

โดยทั่วไป โบนัสหรือค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอน จะไม่นำมาคำนวณเป็นฐานเงินสะสม


นายจ้างต้องทำอะไรเพิ่มเติม?

เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ นายจ้างต้อง

  • ขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

  • ปรับระบบ Payroll ให้รองรับการหักเงิน

  • นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบภายในกำหนด

  • จัดเก็บข้อมูลลูกจ้างและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

  • แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด


หากไม่นำส่งเงิน จะมีบทลงโทษหรือไม่?

หากนายจ้างไม่นำส่งเงินภายในกำหนด จะมี เงินเพิ่ม (Surcharge) 5% ต่อเดือนของยอดที่ค้างชำระ และอาจมีโทษทางแพ่งหรือทางอาญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน รวมถึงโทษกรณีไม่แจ้งข้อมูลหรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ


สิ่งที่บริษัทควรเตรียมก่อน 1 ตุลาคม 2026

  • ตรวจสอบว่าบริษัทเข้าหลักเกณฑ์ต้องเข้าร่วมกองทุนหรือไม่

  • ประเมินผลกระทบด้านต้นทุนแรงงาน

  • ปรับระบบเงินเดือนและ Payroll

  • ทบทวนว่าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการที่เข้าเงื่อนไขได้รับการยกเว้นหรือไม่

  • เตรียมเอกสารและกระบวนการรายงานให้เป็นไปตามกฎหมาย

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และทำให้การดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อกองทุนสวัสดิการลูกจ้างเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2026


Facebook-Management YouTube Facebook-Consultant Facebook-Recruitment
ประกาศ

1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม

แสดงความคิดเห็น
ค้นหา
อันดับความนิยม
เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้
รายการแท็ก
    ติดตามเรา

    สแกนเพิ่มเราเป็นเพื่อน เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม