แจ้งเลื่อนจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็น 1 มกราคม 2570 นายจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) แจ้งเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครอบคลุมทั้งกำหนดเวลาเริ่มจัดเก็บเงิน อัตราการนำส่งเงินในแต่ละช่วงเวลา และการปรับหลักเกณฑ์การสงเคราะห์ลูกจ้างให้สอดคล้องกัน โดยในช่วงเริ่มต้น นายจ้างและลูกจ้างจะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนในอัตราฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง สำหรับผู้ประกอบการและฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) การเลื่อนกำหนดเวลาออกไป 3 เดือนเป็นโอกาสสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลพนักงาน เตรียมระบบเงินเดือน และวางแผนค่าใช้จ่ายให้พร้อมก่อนเริ่มดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีสิ้นสุดการจ้างงานหรือเสียชีวิต
หลักการสำคัญของกองทุนคือการให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน โดยเงินส่วนหนึ่งมาจากการสะสมของลูกจ้าง และอีกส่วนหนึ่งมาจากเงินสมทบของนายจ้าง เพื่อสร้างเงินสำรองสำหรับลูกจ้างในอนาคต
กองทุนนี้มีความแตกต่างจากเงินเดือน โบนัส หรือเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เนื่องจากเป็นเงินที่จัดเก็บตามหลักเกณฑ์เฉพาะของกองทุน และการได้รับเงินคืนหรือเงินสงเคราะห์จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
2. เลื่อนจัดเก็บจาก 1 ตุลาคม 2569 เป็น 1 มกราคม 2570
ตามประกาศข่าวของรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการของร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเลื่อนกำหนดจัดเก็บเงิน การปรับกรอบเวลาการนำส่งเงิน และการปรับหลักเกณฑ์การสงเคราะห์ลูกจ้างให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาใหม่
เหตุผลสำคัญของการเลื่อนกำหนด ได้แก่
บรรเทาภาระทางการเงิน: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างและลูกจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน
ช่วยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย: เปิดโอกาสให้ธุรกิจมีเวลาฟื้นฟูการดำเนินงานและบริหารสภาพคล่อง
เพิ่มเวลาเตรียมความพร้อม: ให้นายจ้าง ฝ่าย HR และฝ่ายบัญชีมีเวลาเตรียมข้อมูลพนักงาน ระบบเงินเดือน และขั้นตอนการนำส่งเงิน
ทั้งนี้ การประกาศเลื่อนกำหนดดังกล่าวเป็นการปรับแผนการเริ่มจัดเก็บเงิน ไม่ได้หมายความว่าหลักการสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างถูกยกเลิก
หมายเหตุ: ข่าวดังกล่าวระบุถึงการรับทราบหลักการร่างกฎหมาย จึงควรติดตามประกาศกฎหมายฉบับที่มีผลใช้บังคับจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการตามรายละเอียดขั้นสุดท้าย
3. อัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างต้องทราบ
ตามกรอบเวลาที่รัฐบาลประกาศ อัตราเงินสะสมและเงินสมทบจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้
ช่วงที่ 1: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574
ลูกจ้างนำส่งเงินสะสมในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง
นายจ้างนำส่งเงินสมทบในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง
รวมเงินที่นำส่งเข้ากองทุนเท่ากับ 0.50% ของค่าจ้าง
ช่วงที่ 2: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป
ลูกจ้างนำส่งเงินสะสมในอัตรา 0.50% ของค่าจ้าง
นายจ้างนำส่งเงินสมทบในอัตรา 0.50% ของค่าจ้าง
รวมเงินที่นำส่งเข้ากองทุนเท่ากับ 1.00% ของค่าจ้าง
อัตราในแต่ละช่วงมีวัตถุประสงค์เพื่อทยอยดำเนินการจัดเก็บเงิน โดยเริ่มจากอัตราที่ต่ำกว่าในช่วงแรก ก่อนปรับเพิ่มตามกรอบเวลาที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม นายจ้างควรตรวจสอบประกาศและกฎกระทรวงฉบับที่มีผลบังคับใช้จริงอีกครั้งก่อนกำหนดอัตราในระบบเงินเดือน
4. ตัวอย่างการคำนวณเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สมมติว่าลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท และอยู่ในช่วงที่กำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบฝ่ายละ 0.25%
การคำนวณมีดังนี้
เงินสะสมของลูกจ้าง
20,000 × 0.25% = 50 บาทต่อเดือน
เงินสมทบของนายจ้าง
20,000 × 0.25% = 50 บาทต่อเดือน
รวมเงินที่นำส่งเข้ากองทุน
50 + 50 = 100 บาทต่อเดือน
ตัวอย่างอัตราเงินนำส่งตามค่าจ้างในช่วงแรก
| ค่าจ้างต่อเดือน | ลูกจ้าง 0.25% | นายจ้าง 0.25% | รวมต่อเดือน |
|---|---|---|---|
| 15,000 บาท | 37.50 บาท | 37.50 บาท | 75 บาท |
| 20,000 บาท | 50 บาท | 50 บาท | 100 บาท |
| 30,000 บาท | 75 บาท | 75 บาท | 150 บาท |
| 50,000 บาท | 125 บาท | 125 บาท | 250 บาท |
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างคำนวณเบื้องต้น โดยสมมติว่าค่าจ้างที่ใช้คำนวณเท่ากับจำนวนที่แสดงในตาราง การคำนวณจริงต้องเป็นไปตามนิยามค่าจ้าง หลักเกณฑ์ และข้อกำหนดของกองทุนที่มีผลใช้บังคับ
สำหรับนายจ้าง แม้อัตราเงินสมทบต่อคนจะไม่สูงมาก แต่เมื่อมีพนักงานจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการวางแผนงบประมาณประจำปี
5. นายจ้างกลุ่มใดควรตรวจสอบสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย?
นายจ้างควรตรวจสอบว่าสถานประกอบการของตนอยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่ โดยพิจารณาจากจำนวนลูกจ้าง การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยทั่วไป กองทุนรูปแบบใหม่นี้มุ่งเน้นสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อยกเว้นและเงื่อนไขตามกฎหมายฉบับที่ใช้บังคับจริงด้วย
สิ่งที่นายจ้างควรตรวจสอบ ได้แก่
จำนวนลูกจ้างที่อยู่ในข่ายตามกฎหมาย
สถานะการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท
ข้อมูลค่าจ้างและสถานะการจ้างงานของลูกจ้างแต่ละราย
ข้อกำหนดเกี่ยวกับลูกจ้างที่ได้รับยกเว้นหรือไม่อยู่ในข่ายการจัดเก็บ
หน้าที่ในการขึ้นทะเบียน รายงานข้อมูล และนำส่งเงินตามกำหนด
หากบริษัทมีหลายสาขา มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงานเป็นประจำ หรือมีลูกจ้างหลายประเภท ควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนเริ่มดำเนินการ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการคำนวณและนำส่งเงิน
6. บริษัทต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนวันที่ 1 มกราคม 2570?
แม้กำหนดเริ่มจัดเก็บเงินจะถูกเลื่อนออกไป แต่นายจ้างไม่ควรรอจนถึงวันเริ่มบังคับใช้จึงค่อยดำเนินการ เพราะการเตรียมข้อมูลและระบบภายในล่วงหน้าจะช่วยลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานได้
6.1 ตรวจสอบข้อมูลลูกจ้าง
ฝ่าย HR ควรตรวจสอบรายชื่อลูกจ้าง จำนวนพนักงาน สถานะการจ้างงาน และข้อมูลค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสะสมและเงินสมทบให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
6.2 ตรวจสอบระบบเงินเดือน
ฝ่ายบัญชีหรือผู้รับผิดชอบเงินเดือนควรเตรียมระบบให้สามารถคำนวณเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างแยกจากกันได้อย่างถูกต้อง รวมถึงตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อมูลเงินเดือนกับข้อมูลที่ใช้ในการนำส่งเงิน
6.3 วางแผนงบประมาณบริษัท
นายจ้างควรประเมินค่าใช้จ่ายเงินสมทบทั้งหมดจากจำนวนลูกจ้างและค่าจ้างที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถวางแผนกระแสเงินสดและงบประมาณประจำปี 2570 ได้เหมาะสม
6.4 ตรวจสอบระบบขึ้นทะเบียนและนำส่งเงิน
ควรติดตามช่องทาง e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตลอดจนคู่มือ ขั้นตอน และกำหนดเวลาการนำส่งเงินที่หน่วยงานประกาศอย่างเป็นทางการ
6.5 สื่อสารกับลูกจ้าง
บริษัทควรแจ้งให้พนักงานทราบถึงวันเริ่มจัดเก็บเงิน อัตราเงินสะสมที่เกี่ยวข้อง และผลต่อเงินเดือนที่ได้รับ เพื่อให้พนักงานเข้าใจว่ารายการหักเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
6.6 ติดตามประกาศกฎหมายฉบับสุดท้าย
เนื่องจากข่าวการเลื่อนกำหนดกล่าวถึงร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ นายจ้างควรตรวจสอบประกาศที่มีผลบังคับใช้จริง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลา อัตราเงิน และหลักเกณฑ์การสงเคราะห์ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน
7. หากบริษัทไม่เตรียมความพร้อม อาจเกิดปัญหาอะไรบ้าง?
การไม่เตรียมระบบและข้อมูลล่วงหน้าอาจทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน เช่น
คำนวณเงินสะสมหรือเงินสมทบผิดพลาดจากข้อมูลค่าจ้างที่ไม่เป็นปัจจุบัน
หักเงินจากลูกจ้างไม่ตรงตามอัตราที่กำหนด
นำส่งเงินไม่ครบถ้วนหรือไม่ทันกำหนด
ข้อมูลระหว่างฝ่าย HR ฝ่ายบัญชี และระบบเงินเดือนไม่ตรงกัน
ไม่สามารถจัดเตรียมเอกสารเพื่อรองรับการตรวจสอบได้อย่างครบถ้วน
หากพบข้อผิดพลาด นายจ้างควรรีบตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอนที่หน่วยงานกำหนด โดยไม่ควรคาดเดาวิธีแก้ไขหรืออัตราการนำส่งเอง
การเลื่อนจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 ช่วยเพิ่มเวลาให้นายจ้างและลูกจ้างเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มดำเนินการตามกำหนดใหม่ โดยกรอบอัตราในช่วงแรกกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายนำส่งเงินฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไปตามกรอบที่ประกาศไว้
สำหรับผู้ประกอบการ การเตรียมข้อมูลพนักงาน ระบบเงินเดือน งบประมาณ และขั้นตอนนำส่งเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและทำให้การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งนี้ ควรติดตามประกาศและกฎกระทรวงฉบับที่มีผลบังคับใช้จริงจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดล่าสุด
1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม




