กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มเก็บเงิน 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด กองทุนมีบทบาทในการช่วยสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง และช่วยลดผลกระทบในกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้รับเงินบางประเภทจากนายจ้างตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหน่วยงานที่ดูแลและดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนดังกล่าว
เริ่มจัดเก็บเมื่อไหร่?
การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจะเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยอัตราในช่วงแรกกำหนดไว้ที่ 0.25% ของค่าจ้าง สำหรับทั้งลูกจ้างและนายจ้าง ตามข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยอัตรานี้ใช้ในช่วง 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574
นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเท่าไร?
ในช่วงเริ่มต้น จะมีการนำส่งเงินในอัตรา
ลูกจ้าง: 0.25% ของค่าจ้าง
นายจ้าง: 0.25% ของค่าจ้าง
รวม: 0.50% ของค่าจ้าง
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติลูกจ้างได้รับค่าจ้าง 20,000 บาทต่อเดือน
เงินสะสมของลูกจ้าง
20,000 × 0.25% = 50 บาท/เดือน
เงินสมทบของนายจ้าง
20,000 × 0.25% = 50 บาท/เดือน
ดังนั้น เงินที่นำส่งเข้ากองทุนรวมเป็น
50 + 50 = 100 บาท/เดือน
โดยในส่วนของลูกจ้าง นายจ้างจะเป็นผู้หักเงินสะสมจากค่าจ้างเพื่อนำส่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ใครบ้างที่นายจ้างต้องนำส่งเงินเข้ากองทุน?
ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของกองทุน นายจ้างที่มี ลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อยู่ในกลุ่มที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น หากบริษัทมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นายจ้างควรตรวจสอบหน้าที่ของตนเองและเตรียมดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเริ่มจัดเก็บ
กรณีไหนที่ได้รับยกเว้น?
มีบางกรณีที่ไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น
นายจ้างที่มีลูกจ้าง น้อยกว่า 10 คน
นายจ้างที่จัดตั้ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์
นายจ้างที่จัดตั้งกองทุนตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องและเข้าข่ายได้รับยกเว้น
กิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับยกเว้น
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่ควรตรวจสอบตามประเภทกิจการและเงื่อนไขของกฎหมายเป็นรายกรณี
นายจ้างต้องเตรียมอะไรบ้าง?
เพื่อให้การนำส่งเงินเป็นไปอย่างถูกต้อง นายจ้างควรเตรียมข้อมูลและระบบภายในบริษัทล่วงหน้า
1. ตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง
ตรวจสอบว่าปัจจุบันบริษัทมีลูกจ้างกี่คน และเข้าข่ายต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนหรือไม่
2. ตรวจสอบข้อมูลค่าจ้าง
ข้อมูลค่าจ้างต้องถูกต้อง เนื่องจากใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ
3. ตรวจสอบว่าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่
หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ควรตรวจสอบว่าการจัดตั้งและการดำเนินการเข้าหลักเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้นหรือไม่
4. ปรับระบบ Payroll
บริษัทควรเตรียมระบบ Payroll ให้สามารถคำนวณ เงินสะสมลูกจ้าง 0.25% + เงินสมทบนายจ้าง 0.25% ได้อย่างถูกต้อง
5. เตรียมข้อมูลสำหรับระบบ e-Service
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดระบบให้เตรียมนำเข้าข้อมูลบัญชีรายชื่อลูกจ้างตั้งแต่ 15 กันยายน 2569 และนายจ้างสามารถแจ้งการส่งเงินผ่านระบบได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแตกต่างจากประกันสังคมอย่างไร?
หลายบริษัทอาจสับสนระหว่าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กับ ประกันสังคม ทั้งสองอย่างเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองลูกจ้าง แต่มีวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์แตกต่างกัน ประกันสังคม ครอบคลุมสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การว่างงาน และกรณีอื่นตามสิทธิของผู้ประกันตน ส่วน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในกรณีที่เข้าเงื่อนไขการได้รับเงินจากกองทุนตามกฎหมาย
ดังนั้น นายจ้างควรตรวจสอบหน้าที่ของตนเองทั้งในส่วนของ ประกันสังคมและกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แยกจากกัน
หากบริษัทไม่เตรียมตัว จะมีปัญหาอะไรบ้าง?
การไม่ตรวจสอบหน้าที่หรือไม่นำส่งเงินตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจทำให้บริษัทมีภาระเพิ่มเติมและอาจมีความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงาน
ดังนั้น นายจ้างควรเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะบริษัทที่มีลูกจ้างจำนวนมาก เพราะต้องจัดการข้อมูลลูกจ้างและ Payroll ให้ถูกต้อง
Checklist สำหรับนายจ้าง
ก่อนเริ่มจัดเก็บเงิน นายจ้างควรตรวจสอบว่า
☑ จำนวนลูกจ้างเข้าข่ายต้องนำส่งหรือไม่
☑ ข้อมูลลูกจ้างถูกต้องหรือไม่
☑ ข้อมูลค่าจ้างในระบบ Payroll ถูกต้องหรือไม่
☑ บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่
☑ บริษัทเข้าข่ายได้รับยกเว้นหรือไม่
☑ เตรียมบัญชีรายชื่อลูกจ้างสำหรับระบบ e-Service แล้วหรือยัง
☑ ระบบ Payroll สามารถคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบได้หรือไม่
☑ มีการหักเงินสะสมของลูกจ้างถูกต้องหรือไม่
☑ เตรียมการนำส่งเงินตามกำหนดแล้วหรือยัง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยในช่วงเริ่มต้นอัตราที่กำหนดคือ ลูกจ้าง 0.25% และนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง หรือรวม 0.50% ของค่าจ้าง
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปควรตรวจสอบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มที่ต้องนำส่งหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบข้อยกเว้นและเตรียมข้อมูลลูกจ้าง ระบบ Payroll และการนำส่งเงินให้พร้อม
สำหรับบริษัทที่มีฝ่ายบัญชีหรือ HR ดูแล Payroll อยู่แล้ว ควรประสานงานให้ทั้ง ฝ่าย HR ฝ่ายบัญชี และสำนักงานบัญชี เข้าใจหลักเกณฑ์เดียวกัน เพื่อป้องกันการคำนวณหรือหักเงินจากลูกจ้างผิดพลาด
1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม




