สั่งผลิตสินค้าจากจีนมาขายในไทย ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา
ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเลือก สั่งผลิตสินค้า (OEM/ODM) จากโรงงานจีน เพราะสามารถควบคุมรูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ และสร้างแบรนด์ของตัวเองได้ แต่การสั่งผลิตจากจีนไม่ได้มีแค่การหาโรงงานและตกลงราคา เพราะก่อนนำสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทย ยังมีเรื่อง มาตรฐานสินค้า ใบอนุญาต ฉลาก เครื่องหมายการค้า และกฎหมายไทย ที่ต้องตรวจสอบ

1. เริ่มจากกำหนดประเภทสินค้าให้ชัดเจน
ก่อนติดต่อโรงงาน ควรกำหนดก่อนว่าสินค้าที่ต้องการผลิตคืออะไร ใช้สำหรับอะไร และจะจำหน่ายให้ใคร
เพราะสินค้าต่างประเภทกันอาจมีข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน เช่น
อาหาร
เครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
เครื่องใช้ไฟฟ้า
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ของใช้ในบ้าน
ของเล่น
สินค้าสำหรับเด็ก
สินค้าแฟชั่น
การระบุประเภทสินค้าให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าต้องขอใบอนุญาตหรือผ่านมาตรฐานใดบ้าง
2. เลือกว่าจะทำ OEM หรือ ODM
OEM (Original Equipment Manufacturer)
คือการให้โรงงานผลิตสินค้าตามแบรนด์หรือข้อกำหนดที่เจ้าของแบรนด์กำหนด
ODM (Original Design Manufacturer)
คือการใช้สินค้า สูตร หรือการออกแบบที่โรงงานมีอยู่แล้ว แล้วนำมาปรับรายละเอียดหรือสร้างเป็นแบรนด์ของตัวเอง
การเลือกวิธีผลิตมีผลต่อเรื่อง ต้นทุน ขั้นต่ำในการผลิต (MOQ) ระยะเวลา และการควบคุมรูปแบบสินค้า
3. ตรวจสอบมาตรฐานก่อนเริ่มผลิต
ข้อผิดพลาดที่ควรระวังคือ ผลิตสินค้าเสร็จแล้วจึงมาตรวจสอบว่าสามารถขายในไทยได้หรือไม่
สินค้าบางประเภทอาจต้องผ่านมาตรฐานหรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจำหน่าย
ตัวอย่างเช่น
อาหารและเครื่องสำอาง → อาจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย.
เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท → อาจต้องตรวจสอบมาตรฐาน มอก.
อุปกรณ์ Wi-Fi, Bluetooth หรืออุปกรณ์วิทยุ → อาจเกี่ยวข้องกับ กสทช.
ดังนั้นควรตรวจสอบข้อกำหนด ก่อนส่งแบบให้โรงงานผลิตจำนวนมาก
4. ระวังเรื่อง “สูตร” และ “ทรัพย์สินทางปัญญา”
หากเป็นสินค้าที่มีสูตร ดีไซน์ โลโก้ หรือเทคโนโลยีเฉพาะของแบรนด์ ควรตกลงกับโรงงานให้ชัดเจนว่า
ใครเป็นเจ้าของสูตร
ใครเป็นเจ้าของดีไซน์
ใครเป็นเจ้าของแม่พิมพ์
โรงงานสามารถนำสินค้าไปผลิตให้รายอื่นได้หรือไม่
สามารถใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าของเราได้อย่างไร
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์ระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง เครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่เริ่มต้น
5. ตรวจสอบฉลากก่อนผลิตจริง
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ ฉลากสินค้า สินค้าบางประเภทที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับข้อมูลบนฉลาก เช่น ชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือข้อมูลอื่นตามประเภทสินค้า
ดังนั้นไม่ควรให้โรงงานจีนพิมพ์ฉลากจำนวนมากทันทีโดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศไทย เพราะหากฉลากไม่ถูกต้อง อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ภายหลัง
6. คำนวณต้นทุน “ตั้งแต่โรงงานถึงมือลูกค้า”
อย่าคำนวณเพียงราคาที่โรงงานเสนอ ควรคำนวณต้นทุนทั้งหมด เช่น
ค่าผลิต + ค่าบรรจุภัณฑ์ + ค่าขนส่งในจีน + ค่าขนส่งมาไทย + ภาษีและอากร + ค่าใบอนุญาต/มาตรฐาน + ค่าเก็บสินค้า + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากนั้นจึงนำมาคำนวณราคาขายและกำไรที่ต้องการ
ผลิตเสร็จแล้ว ไม่ได้แปลว่าขายในไทยได้ทันที
นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการควรจำไว้
โรงงานจีนรับผลิตได้ ≠ สินค้าผ่านกฎหมายไทยแล้ว
โรงงานอาจสามารถผลิตสินค้าตามแบบที่ต้องการได้ แต่เมื่อจะนำเข้าสินค้าเข้าประเทศไทยและนำมาจำหน่าย ต้องตรวจสอบกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศไทยอีกครั้ง ดังนั้นขั้นตอนที่ปลอดภัยกว่าคือ
กำหนดสินค้า → ตรวจสอบกฎหมายไทย → ตรวจสอบมาตรฐาน/ใบอนุญาต → เลือกโรงงาน → ทำตัวอย่าง → ตรวจสอบสินค้า → ผลิตจริง → นำเข้า → จำหน่าย
การสั่งผลิตสินค้าจากจีนสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ของตัวเองได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการหาโรงงานที่“ราคาถูกที่สุด”ควรเลือกโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าตามมาตรฐานที่ต้องการ และที่สำคัญต้องตรวจสอบว่า สินค้านั้นสามารถนำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องหรือไม่ วางแผนเรื่องกฎหมายและมาตรฐานตั้งแต่ก่อนผลิต ช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหลังสินค้าเสร็จ
1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม




